กำเนิด คลอโรฟิลล์
(CHLOROPHYLL)
คลอโรฟิลล์
คือ สารประกอบที่ทำให้พืชมีสีเขียว และทำหน้าที่หลัก คือสังเคราะห์แสง (PHOTOSYNTHESIS)
โดยการเปลี่ยนพลังงานจากแสงอาทิตย์ก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์และแร่ธาตุต่าง ๆ
จากดินให้กลายเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของพืช รวมทั้งให้ก๊าซออกซิเจนที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์
คลอโรฟิลล์ธรรมชาติมีหลายชนิด บางชนิดสังเคราะห์แสงได้ในที่ที่มีแสงแดดเท่านั้น
แต่บางชนิดสังเคราะห์แสงได้แม้ในที่ไม่มีแสง เช่น ในร่างกายของคน
จึงมีการค้นคว้าเกี่ยวกับการทำงาน หรือปฏิกิริยาของคลอโรฟิลล์ต่อคน พบว่าคลอโรฟิลล์ที่อยู่ในเซลล์ของพืชทั่วไป
จะถูกปกป้องและปิดกั้นด้วยผนังหรือเยื่อหุ้มเซลล์อีกชั้นหนึ่ง

ทำให้ระบบการย่อยอาหารปกติของร่างกายเรา ไม่สามารถบดย่อย เพื่อให้ได้สารคลอโรฟิลล์เพียงพอ กับความต้องการของร่างกายเราได้ ถึงแม้ว่าเราจะบริโภคผักใบเขียวเป็นจำนวนมากในแต่ละวันก็ตาม อีกทั้งคลอโรฟิลล์โดยตัวของมันเองละลายน้ำไม่ได้ จะละลายได้ในไขมันหรือในแอลกอฮอล์บางชนิดเท่านั้น แต่ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน เราสามารถสกัดเอาเฉพาะสารคลอโรฟิลล์ออกมาได้อย่างสมบูรณ์และบริสุทธิ์ โดยปราศจาการสูญเสียคุณค่าทางอาหารตามธรรมชาติ ร่างกายจึงสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันทีอย่างเต็มที่ และเป็นคลอโรฟิลล์ชนิดละลายน้ำได้ จึงดูดซึมได้ทันทีในกระเพาะอาหาร ในกรณีที่ร่างกายใช้ไม่หมด จะถูกขับทิ้งไปทางระบบขับถ่าย ไม่สะสมไว้ในร่างกาย ผิดกับคลอโรฟิลล์ชนิดที่ละลายในไขมัน จะไม่ถูกดูดซึมที่กระเพาะอาหาร แต่จะย่อยและดูดซึมได้ในลำไส้เล็ก คลอโรฟิลล์ชนิดนี้เมื่อร่างกายใช้ไม่หมดจะถูกส่งไปสะสมได้ที่ตับ (LIVER) ในระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งอาจจะเกิดอันตรายต่อตับได้ องค์การอาหารและยาสหรัฐจึงให้การรับรองเฉพาะคลอโรฟิลล์ที่ละลายน้ำได้ (WATER SOLUBLE CHLOROPHYLL) เท่านั้น ว่าปลอดภัยต่อการบริโภคของคน ถึงแม้ว่าจะบริโภคในปริมาณมากต่อวัน ก็ไม่เกิดผลเสียต่อร่างกายแต่อย่างใด ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นมีเพียงแต่อาการท้องเสียอย่างเบาบางในบางกรณีเท่านั้น
ทำให้ระบบการย่อยอาหารปกติของร่างกายเรา ไม่สามารถบดย่อย เพื่อให้ได้สารคลอโรฟิลล์เพียงพอ กับความต้องการของร่างกายเราได้ ถึงแม้ว่าเราจะบริโภคผักใบเขียวเป็นจำนวนมากในแต่ละวันก็ตาม อีกทั้งคลอโรฟิลล์โดยตัวของมันเองละลายน้ำไม่ได้ จะละลายได้ในไขมันหรือในแอลกอฮอล์บางชนิดเท่านั้น แต่ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน เราสามารถสกัดเอาเฉพาะสารคลอโรฟิลล์ออกมาได้อย่างสมบูรณ์และบริสุทธิ์ โดยปราศจาการสูญเสียคุณค่าทางอาหารตามธรรมชาติ ร่างกายจึงสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันทีอย่างเต็มที่ และเป็นคลอโรฟิลล์ชนิดละลายน้ำได้ จึงดูดซึมได้ทันทีในกระเพาะอาหาร ในกรณีที่ร่างกายใช้ไม่หมด จะถูกขับทิ้งไปทางระบบขับถ่าย ไม่สะสมไว้ในร่างกาย ผิดกับคลอโรฟิลล์ชนิดที่ละลายในไขมัน จะไม่ถูกดูดซึมที่กระเพาะอาหาร แต่จะย่อยและดูดซึมได้ในลำไส้เล็ก คลอโรฟิลล์ชนิดนี้เมื่อร่างกายใช้ไม่หมดจะถูกส่งไปสะสมได้ที่ตับ (LIVER) ในระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งอาจจะเกิดอันตรายต่อตับได้ องค์การอาหารและยาสหรัฐจึงให้การรับรองเฉพาะคลอโรฟิลล์ที่ละลายน้ำได้ (WATER SOLUBLE CHLOROPHYLL) เท่านั้น ว่าปลอดภัยต่อการบริโภคของคน ถึงแม้ว่าจะบริโภคในปริมาณมากต่อวัน ก็ไม่เกิดผลเสียต่อร่างกายแต่อย่างใด ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นมีเพียงแต่อาการท้องเสียอย่างเบาบางในบางกรณีเท่านั้น
ด้วยสูตรโครงสร้างของโมเลกุล ที่ใกล้เคียงกับโมเลกุลของเม็ดเลือดแดง
ต่างกันเฉพาะตรงกลางที่คลอโรฟิลล์มีแมกนีเซียม (Mg)
และเม็ดเลือดแดงมีเหล็ก (Fe) จึงทำให้สีต่างกัน คือ
คลอโรฟิลล์มีสีเขียว แต่เม็ดเลือดมีสีแดง จากจุดนี้เองที่ทำให้คลอโรฟิลล์ถูกเรียกว่า “เลือดของพืช” (BLOOD OF PLANT) ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์การแพทย์มากมาย
สรุปตรงกํนออกมาว่า คลอโรฟิลล์สามารถกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงได้ จนผู้ทำวิจัยได้รับรางวัลโนเบล
(NOBLE PRIZE)
ไปแล้วถึง 2 ท่านด้วยกัน คือ ดร.ริชาร์ด วินสเตตเตอร์ (DR.RICHARD
WINSTATER)
ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยออสเตรีย ในปี ค.ศ. 1915
และดร.ฮันส์ ฟีชเชอร์ (DR.HANS
FISHER M.D.) นายแพทย์ชาวเยอรมัน ในปี ค.ศ. 1930
ผู้ซึ่งค้นพบความสัมพันธ์ ระหว่างเม็ดเลือดแดงและคลอโรฟิลล์ ในบางเงื่อนไขสามารถแทนที่ศูนย์กลางของคลอโรฟิลล์ด้วยเหล็ก
(Fe) จากอาหารธรรมชาติบางประเภท
ทำให้อัตราการเพิ่มของเม็ดเลือดแดงดีขึ้น ทั้งนี้แมกนีเซียม (Mg)
ที่หลุดออกไปจากศูนย์กลางโมเลกุลของคลอโรฟิลล์ ก็จะทำหน้าที่พาแคลเซียม (Ca)
เข้าไปอุดรูพรุนของกระดูกต่างๆ ให้กระดูกแข็งแรงขึ้น ในโพรงกระดูก ซึ่งมีไขกระดูก (BONE
MARROW) อยู่ ก็จะมีการสร้างเม็ดเลือดแดงได้ในปริมาณที่มากขึ้น
(หน้าที่ของไขกระดูก คือ สร้างเม็ดเลือดแดง และปรับระดับความเป็นด่างใน กระแสเลือด) จากการทำวิจัยขององค์การอาหารและยาสหรัฐ
กับผู้ป่วยแผลเปิดจำนวน 3,600 ราย พบว่าคลอโรฟิลล์ช่วยกระตุ้นให้มีการสร้างเซลล์ใหม่ให้เร็วขึ้น
ทำให้แผลหายเร็วกว่าปกติ 25 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป และรอยแผลเป็นลดขนาดลงกว่า 50
เปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่า จากกรณีนี้จึงมีการวิจัยต่อ เกี่ยวกับการรักษาอาการเจ็บป่วยภายในร่างกาย
อันเป็นสาเหตุของการเกิดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ขึ้น พบว่าผู้ป่วยทั้ง 1227 ราย
กลิ่นภายในหายหมดหลังจากใช้คลอโรฟิลล์ผ่านไป 2 สัปดาห์ จึงให้การรับรองว่าเป็นยาดับสกลิ่นภายใน
สามารถซื้อขายได้ตามร้านขายยาทั่วไป ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 1990
ตามเอกสารขึ้นทะเบียนยาที่ 21 CFR Part 357 Deodorant Drug Products for
Internal Use for Over –the Counter Human Use; Final Monograph; Final Rule.
คลอโรฟิลล์
จาก “อัลฟัลฟ่า”
การสกัดและวิเคราะห์ “คลอโรฟิลล์”
จากพืชกว่า 6,000 ชนิด พบว่า พืชที่ให้ “คลอโรฟิลล์”
ที่บริสุทธิ์และดีที่สุดคือ “อัลฟัลฟ่า” (ALFALFR) ซึ่งจัดเป็นพืชจำพวกที่มีฝัก
(LEGUMES) ตระกูลถั่ว และมีระบบรากที่มหัศจรรย์มาก
ในบางพื้นที่รากของอัลฟัลฟ่าสามารถชอนไชลงไปลึกกว่า 130 ฟุต จึงมีประสิทธิภาพในการดูดซึมอาหารได้มากกว่า
และบริสุทธิ์กว่า อีกทั้งตัวของมันเองจะไม่สะสมสารพิษ
ชาวอาหรับโบราณรู้จักใช้ประโยชน์จาก “อัลฟัลฟ่า”
มากว่า 2,000 ปี ก่อนคริสตกาล
โดยใช้เป็นพืชเลี้ยงสัตว์และใช้ใบมาตากแห้งชงเป็นชาดื่มจึงขนานนามให้เป็น AL-
FAS – FAH –SHA หรือ “ราชาแห่งอาหารทั้งมวล” ประโยชน์ของ “อัลฟัลฟ่า” สามารถใช้บำบัดอาการปวดบวมและอักเสบต่างๆ
เช่นปวดข้อ จนกระทั่งถึงความผิดปกติ ในระบบทางเดินอาหารและเซลล์ตับถูกทำลาย
นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่า “อัลฟัลฟ่า” สามารถช่วยทำให้เลือดสะอาดขึ้น
อัลฟัลฟ่า
เป็นพืชที่ให้กรดอะมิโนที่จำเป็นครบทั้ง 8 ชนิด ซึ่งได้แก่กรดอะมิโนไอโซลิวซีน,
ลิวซีน, ไลซีน, เมไธโอนีน, พีนิลอะลานีน, เทรโอนีน, ทริปโตฟานและวาลีน
กรดอะมิโนเหล่านี้ร่างกายสร้างเองไม่ได้ แต่จำเป็นต้องมีไว้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการสร้างเซลล์ใหม่
ในอัลฟัลฟ่ายังมีวิตามิน เอ, บี6, บี12, ดี, อี, และเค รวมทั้งเกลือแร่ เช่น
ฟอสฟอรัส, โปรแตสเซียม, แคลเซียม, สังกะสี, เซเลเนียมและ แมกนีเซียม เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีเอนไซม์หลักอีก 8 ชนิด คือ "ไลเปส" (Lipase) ,"อาเมเลส" (Amylase) , "โคกูเลส" (Coagulase) , "อีมัลชิน"
(Emulsin) , "อินเวอเทส" (Invertase) "เปอร์ออกซิเดน" (Peroxidase), "เพคติเนส" (Petinase),
" โปรตีส" (Protese) มนุษย์เราต้องการเอ็นไซม์มากกว่า
3,000 ชนิด แต่ร่างกายสร้างได้เองเพียงไม่กี่ชนิด
นอกนั้นต้องบริโภคจากอาหารสดประจำวัน ประเภทพืชผักและผลไม้ต่างๆ
แต่ถ้าหากอาหารเหล่านี้ผ่านความร้อนเกินกว่า 55 องค์ศาขึ้นไป เอ็นไซม์ต่าง ๆ
จะเสื่อมหรือเปลี่ยนรูปไป และร่างกายจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ร่างกายต้องการเอ็นไซม์
เพื่อช่วยปรับระดับความสมดุลย์ของระบบภูมิคุ้มกันต่าง ๆ
และจากวิธีการรับประทานอาหารในปัจจุบันนี้ เราได้รับเอนไซม์เข้าไปในร่างกายน้อยมาก
ในอัลฟัลฟ่ายังมีซาโปนิน
ซึ่งเป็นสารที่มีผลในการลดการอุดตันของเลือด และช่วยยับยั้งคลอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) ในเลือดลงได้
จึงช่วยลดความดันโลหิตลง
ไอโซฟลาโวน, ฟลาโวนและสเตอโรล
ในอัลฟัลฟ่ายังช่วนกระตุ้น การสร้างฮอร์โมนเอสโตเจน
และปรับระดับฮอร์โมนดังกล่าวในผู้หญิง ทั้งก่อนมีรอบเดือน
และอยู่ในวัยที่ใกล้จะหมดรอบเดือน
"คลอโรฟิลล์ บริสุทธิ์ 100 % "ไม่ใช่ยารักษาโรค แต่เป็นสารอาหารใช้เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีคุณค่า เพื่อให้ระบบเลือดสะอาดบริสุทธิ์มีประสิทธิภาพ ช่วยต่อต้านสารพิษที่มีมากขึ้นในอาหารยุคปัจจุบัน ซึ่งเมื่อร่างกายได้รับสารอาหารที่ถูกต้อง
จึงทำให้ร่างกายแข็งแรง
การบริโภคผักผลไม้สดเป็นอาหารหลัก
จึงจำเป็นอย่างมากในปัจจุบัน แต่ในปัจจุบัน เป็นการยากที่จะหลีกเหลี่ยงสารอาหารที่เป็นพิษ เนื่องจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไปล้วนประกอบไปด้วย
การปลูกพืชที่ใช้สารเคมี ใช้ย่าแมลง การปลูกเพื่อการค้า
และการเลี้ยงสัตว์ที่ผิดธรรมชาติ เลี้ยงเพื่อการพาณิชย์
ทำให้เกิดสารการสะสมของสารพิษเข้าไปในร่างกายโดยไม่รู้ตัว ตัวอย่างเช่น
วัวเลี้ยงด้วยสารดีอีเอส (DES) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง
(ยาปฏิชีวนะ) ,หมูเลี้ยงด้วย
เลนดอน ซัลบูทามอล (ยาปฏิชีวนะ) , ไก่เลี้ยงด้วยฮอร์โมนฝังหัวไก่ เนื่องจากปัจจุบันการเลี้ยงเป็นการเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ ไม่ได้เลี้ยงตามธรรมชาติ
เหมือนในอดีต ถ้าเกษตรกรรายใด เลี้ยงด้วยวิธีธรรมชาติ โดยไม่ใช้สารเคมีใดๆ
ก็จะทำให้เอเย่นต์ไม่รับซื้อ เนื่องจากเนื้อไม่แดงชัดเหมือนสัตว์ที่เลี้ยงด้วยสารเคมี รวมทั้งการใช้ยาฆ่าแมลงในผัก ซึ่งจะสะสมเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคโดยไม่รู้ตัวเนื่องจากผักและผลไม้ จะขายได้ราคาไม่ดีหากมีแมลงกัดกินพืชผล
เกษตรกรบางรายจึงนิยมฉีดยาฆ่าแมลง และขายในช่วงที่ไม่ครบระยะกำหนดของตัวยานั้นๆ
เนื่องจากในปัจจุบันเป็นการยาก
ที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค จากการบริโภคเนื้อสัตว์ ที่เลี้ยงผิดธรรมชาติ
รวมถึงการได้รับยาฆ่าแมลงจากพืช ผัก มาเป็นการบริโภคพืชผักผลไม้สดปลอดสารพิษ วันละ 1-2 กิโลกรัมได้ ดังนั้นการผลิตพลังงานสีเขียวจากอัลฟัลฟ่า จึงเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งในปัจจุบัน
ที่สามารถทำให้ร่างกายรับสารอาหาร ที่มีคุณค่าเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง
ต่อต้านความเจ็บป่วยและมีชีวิตที่ยืนยาวได้ เมื่อเป็นเช่นนี้
คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ที่ได้จากพืชผัก ที่ใช้เป็นเสริมอาหารบำรุงร่างกายในปัจจุบันจะสมควรเลื่อนชั้นเป็น “อาหารอายุวัฒนะ” ได้หรือไม่นี้
ผู้ใช้คลอโรฟิลล์จะเป็นผู้ให้คำตอบได้เอง
คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100%, "chlorophyll" ("บริษัท
บ้านสมุนไพรชัยมงคล
จำกัด"),
ได้นำเข้าผลิตภัณฑ์คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % ในรูป"ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร"
จาก "บริษัท ดี ซูซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล อินเตอร์คอร์ปอเรชั่น"
โดยคลอโรฟิลล์ของ "ดีซูซ่า" ได้รับการยอมรับว่าเป็น"คลอโรฟิลล์"ชนิดละลายน้ำได้
("WATER SOLUBLE") มีอย. รับรองถูกต้อง
(อย.เลขที่ "21-4-00449-1-0001") ปลอดภัย เป็นคลอโรฟิลล์ที่บริสุทธิ์ที่สุด
ที่มีการจำหน่ายในท้องตลาดปัจจุบัน และเป็นบริษัทเดียวที่ได้รับหนังสือรับรองจากองค์การอาหารและยา
ของสหรัฐอเมริกาในเงื่อนไขความบริสุทธิ์ของผลิตภัณฑ์
"คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์"100 % ช่วยคุณได้อย่างไรจากประสบการณ์ของผู้ใช้-ผู้บริโภคทั่วโลก ได้ข้อสรุปที่น่าสนใจของคลอโรฟิลล์ ดังนี้
- ช่วยให้เลือดสะอาด
- ช่วยให้ตับสะอาด เสริมการรักษาในผู่ป่วยตับอักเสบ
- เสริมธาตุเหล็กให้ร่างกาย
- ทำให้สดชื่น หายเหนื่อยจาการอ่อนเพลีย
- ลดความดันโลหิต ลดปัญหาเส้นเลือดหัวใจตีบตัน
- ทำให้ระดับน้ำตาลลดลงสำหรับคนไข้โรคเบาหวาน
- บรรเทาอาการโรคภูมิแพ้ แพ้อากาศ โรคหืด ผื่นลมพิษ ค่อย ๆ ทุเลาจนหายได้
- ขับกรดจากข้อต่าง ๆ ทำให้อาการปวดข้อ ปวดเมื่อยตามตัวทุเลาและหายได้
- ขับสารพิษออกจากร่างกาย สารตกค้างของยาปฏิชีวนะ สารเคมีตกค้างในอาหาร ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานดี สุขภาพแข็งแรง สดชื่นขึ้น
- ป้องกันและระงับการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งและช่วยเพิ่มเซลล์เม็ดเลือดแดง
- แก้ปัญหาคนท้องผูก ขับถ่ายดีขึ้น ริดสีดวงทวารทุเลาและหายได้
- ดับกลิ่นตัว กลิ่นปาก กลิ่นเท้า โดยเฉพาะผู้ชายที่ใส่ถุงเท้าแล้วเหม็น
- แก้ปัญหาอาการชา บวมและเส้นเลือดขอดให้ทุเลาลงได้
- ชะลอความแก่ ทำให้มีอายุยืน
- ยับยั้ง การเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ใช้รักษาแผลอักเสบ แผลเปื่อย แผลเรื้อรัง แผลถลอก แผลไฟไหม้ เหงือกอักเสบ แผลในปาก คออักเสบ โดยใช้ผงคลอโรฟิลล์โรยบนแผล จะทำให้แผลหายเร็ว
- บรรเทาอาการปวดศีรษะทั่วไป ปวดศีรษะไมเกรน
- ช่วยแก้ปัญหาเรื่องโรคกระเพาะ ลำไส้อักเสบ ช่วยสมานแผล
- แก้ปัญหาเรื่องสิว ฝ้า ปวดประจำเดือน ประจำเดือนมาไม่ปกติ
- ควบคุมน้ำหนัก ลดน้ำหนัก คลอเรสเตอรอลในเลือด
- มีผลต่อสุขภาพตาในคนที่เป็นต้อกระจก ทำให้การมองเห็นดีขึ้น
- มีสารอาหารบำรุงเส้นผม ทำให้เส้นผมหงอกดำขึ้น ช่วยลดอาการผมร่วง
- ลดอาการเมาค้าง
ข้อมูลข้างต้น เรียบเรียงจากหนังสือและข้อเขียนของ ดร.ฮาวเวิร์ด ไปเปอร์ (Dr.Howard Peiper)
- ช่วยให้ตับสะอาด เสริมการรักษาในผู่ป่วยตับอักเสบ
- เสริมธาตุเหล็กให้ร่างกาย
- ทำให้สดชื่น หายเหนื่อยจาการอ่อนเพลีย
- ลดความดันโลหิต ลดปัญหาเส้นเลือดหัวใจตีบตัน
- ทำให้ระดับน้ำตาลลดลงสำหรับคนไข้โรคเบาหวาน
- บรรเทาอาการโรคภูมิแพ้ แพ้อากาศ โรคหืด ผื่นลมพิษ ค่อย ๆ ทุเลาจนหายได้
- ขับกรดจากข้อต่าง ๆ ทำให้อาการปวดข้อ ปวดเมื่อยตามตัวทุเลาและหายได้
- ขับสารพิษออกจากร่างกาย สารตกค้างของยาปฏิชีวนะ สารเคมีตกค้างในอาหาร ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานดี สุขภาพแข็งแรง สดชื่นขึ้น
- ป้องกันและระงับการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งและช่วยเพิ่มเซลล์เม็ดเลือดแดง
- แก้ปัญหาคนท้องผูก ขับถ่ายดีขึ้น ริดสีดวงทวารทุเลาและหายได้
- ดับกลิ่นตัว กลิ่นปาก กลิ่นเท้า โดยเฉพาะผู้ชายที่ใส่ถุงเท้าแล้วเหม็น
- แก้ปัญหาอาการชา บวมและเส้นเลือดขอดให้ทุเลาลงได้
- ชะลอความแก่ ทำให้มีอายุยืน
- ยับยั้ง การเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ใช้รักษาแผลอักเสบ แผลเปื่อย แผลเรื้อรัง แผลถลอก แผลไฟไหม้ เหงือกอักเสบ แผลในปาก คออักเสบ โดยใช้ผงคลอโรฟิลล์โรยบนแผล จะทำให้แผลหายเร็ว
- บรรเทาอาการปวดศีรษะทั่วไป ปวดศีรษะไมเกรน
- ช่วยแก้ปัญหาเรื่องโรคกระเพาะ ลำไส้อักเสบ ช่วยสมานแผล
- แก้ปัญหาเรื่องสิว ฝ้า ปวดประจำเดือน ประจำเดือนมาไม่ปกติ
- ควบคุมน้ำหนัก ลดน้ำหนัก คลอเรสเตอรอลในเลือด
- มีผลต่อสุขภาพตาในคนที่เป็นต้อกระจก ทำให้การมองเห็นดีขึ้น
- มีสารอาหารบำรุงเส้นผม ทำให้เส้นผมหงอกดำขึ้น ช่วยลดอาการผมร่วง
- ลดอาการเมาค้าง
ข้อมูลข้างต้น เรียบเรียงจากหนังสือและข้อเขียนของ ดร.ฮาวเวิร์ด ไปเปอร์ (Dr.Howard Peiper)
ทำไมต้อง หัวเชื้อคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ เข้มข้น 100% เต็ม
1.
ได้คุณภาพจากหัวเชื้อคลอโรฟิลล์ที่บริสุทธิ์เข้มข้นสูงถึง
100% เต็ม
2.
ด้วยความบริสุทธิ์เข้มข้นถึง
100% จึงสามารถใช้ในการทาแผลได้ (มาตรฐานที่ทางการแพทย์สหรัฐอเมริกายอมรับ
ต้องมีความบริสุทธิ์ไม่น้อยกว่า 95%) ; อ้างอิง :
หนังสือ คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ อาหารอายุวัฒนะ โดย ดร.สังสิทธิ์ ศรีสุคนธ์
3.
เห็นผลได้ดีกว่าคลอโรฟิลล์ชนิดทั่วไป
เนื่องจากเป็นหัวเชื้อ จึงมีความเข้มข้นถึง 100%
เต็ม แตกต่างจากชนิดอื่นๆซึ่งมีความเข้มข้นเพียง 1% กว่าๆเท่านั้น
4.
เป็นหัวเชื้อคลอโรฟิลล์ที่ไม่มีสารตกค้างใดๆ
เนื่องจากไม่มีสารประกอบอื่นๆ เจือปน
5.
ผสมหัวเชื้อคลอโรฟิลล์ทิ้งไว้ได้นานไม่ตกตะกอน
ไม่บูด ไม่เสีย ไม่มีกลิ่นคาว
6.
เป็นหัวเชื้อคลอโรฟิลล์ชนิดละลายในน้ำ
(Water Soluble) ตามที่องค์การอาหารและยาสหรัฐรับรอง ว่าปลอดภัย ไม่มีสารตกค้างที่ตับ ไม่ใช่คลอโรฟิลล์ชนิดที่ละลายในน้ำมัน
(Oil Soluble) ซึ่งจะมีไขมันสะสมที่ตับ
7.
เป็นหัวเชื้อคลอโรฟิลล์ที่ผ่านกระบวนการกลั่นกรองด้วยกระบวนการฟรีซดราย (Freeze Dried) ถึง 15 ขั้นตอน จึงมั่นใจได้ว่า สะอาด ปลอดภัย และได้สารคลอโรฟิลล์เต็มร้อยแน่นอน
วิธีรับประทาน
1 . คลอโรฟิลล์ 5 ซี.ซี.
ผสมน้ำสะอาด 1.5 ลิตรวันละ 2 เวลา เช้า, เย็น ก่อนอาหาร 30 นาที ครั้งละ 1 แก้ว
(250 ซี.ซี. ) นาน 1 อาทิตย์
2. เพิ่มเป็น 10 ซี.ซี.
ผสมน้ำสะอาด 1.5 ลิตร วันละ 2 เวลา เช้า, เย็น ก่อนอาหาร 30
นาที ครั้งละ 1 แก้ว (250 ซี.ซี. ) นาน 1 เดือน หรือให้เพิ่มปริมาณขึ้นตามอาการหนักเบาของโรค
(1-7 วันแรก จะรู้สึกวิงเวียนศีรษะ หรือ ปวดเมื่อยตามร่างกาย
เหมือนมีไข้ ท้องผูก,ปวดท้อง,ท้องอืด, ถ่ายเหลว หรือ ผื่นขึ้น แล้วแต่อาการ
เป็นปฏิกิริยาตอบโต้การบำบัดร่างกายคายพิษออกมา)
มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ โทรมาคุยกันที่ 0841286648/0890395677/0847744298







ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น